ถูกใจ
แชร์
멍실장
어린이와 펫 안전 수칙: 우리 아이와 반려동물이 함께 안전하게 지내는 법

เลี้ยงลูกและสัตว์เลี้ยงร่วมกันได้ไหม — กฎความปลอดภัยหลักเพื่อป้องกันอุบัติเหตุถูกกัด

ภูมิคุ้มกันถาม-ตอบคณะที่ปรึกษาสัตวแพทย์ Meongsiljang

สรุปกฎความปลอดภัยที่ผู้ปกครองต้องปฏิบัติตามเมื่อเด็กและสัตว์เลี้ยงอาศัยอยู่ร่วมกัน แบ่งตามวัยและสถานการณ์ ครอบคลุมการป้องกันอุบัติเหตุถูกกัด การดูแลสุขอนามัย และวิธีการมีปฏิสัมพันธ์ที่ถูกต้อง

สิ่งที่ต้องรู้เมื่อเด็กและสัตว์เลี้ยงอาศัยอยู่ร่วมกัน

ภาพเด็กและสุนัขใช้เวลาอยู่ในห้องนั่งเล่นภายใต้การดูแลของพ่อแม่
กฎความปลอดภัยเด็กและสัตว์เลี้ยงคือแนวทางปฏิบัติที่ผู้ปกครองต้องปฏิบัติตามเพื่อให้เด็กอายุไม่เกิน 12 ปีและสัตว์เลี้ยงอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้อย่างปลอดภัย สิ่งสำคัญที่สุดคือ การดูแลโดยผู้ใหญ่ตลอดเวลา ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและสัตว์เลี้ยงมีความพิเศษ แต่ต้องตระหนักว่ามีความเสี่ยงเช่นการกัดหรือข่วนด้วย โดยเฉพาะอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นแม้ในปฏิสัมพันธ์ประจำวันกับสัตว์เลี้ยงที่คุ้นเคย จึงสำคัญไม่ละเลยการดูแลเพราะความคุ้นเคย ผู้ใหญ่ต้องอยู่ข้างๆ เพื่อเฝ้าดูพฤติกรรมของเด็กและสัตว์เลี้ยง สร้างสภาพแวดล้อมที่ปกป้องทั้งสองฝ่าย

ทำไมต้องมีกฎความปลอดภัยระหว่างเด็กและสัตว์เลี้ยง

เด็กยังไม่สามารถอ่านสัญญาณของสัตว์ได้อย่างถูกต้อง สุนัขอาจแสดงสัญญาณเตือนเช่นคำรามหรือก้มตัวลง แต่เด็กอาจเข้าใจผิดว่าเป็นสัญญาณเล่น เด็กอาจสังเกตสัญญาณไม่สบายใจของแมวเช่นการพับหูไปด้านหลังหรือม่านตาขยายได้ยาก นอกจากนี้เด็กตัวเล็กจึงมีปฏิสัมพันธ์ในระยะใกล้กับใบหน้าสัตว์ และอาจดึงขน หู หรือหางด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทำให้เกิดอุบัติเหตุโดยไม่ตั้งใจ ในทางกลับกัน สัตว์เลี้ยงอาจเครียดจากเสียงหรือการเคลื่อนไหวที่กะทันหัน การกอดแน่น และการถูกบังคับให้สัมผัสอาจนำไปสู่การป้องกันตัว

คู่มือการมีปฏิสัมพันธ์ตามวัย (ดูง่าย)

วิธีการอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยกับสัตว์เลี้ยงจะแตกต่างกันไปตามพัฒนาการของเด็ก อ้างอิงตารางด้านล่างเพื่อปรับใช้กฎที่เหมาะสมกับวัยของลูกคุณ

คู่มือการมีปฏิสัมพันธ์กับสัตว์เลี้ยงตามวัยของเด็ก

รายการ0-2 ปี (ทารกและเด็กเล็ก)3-6 ปี (เด็กก่อนวัยเรียน)7-12 ปี (วัยเรียน)
ระดับการดูแลห้ามอยู่ลำพังแม้แต่ 1 วินาทีอยู่กับผู้ใหญ่ตลอดเวลาอยู่ในสายตาผู้ใหญ่
พฤติกรรมที่อนุญาตมองจากที่ไกลนั่งข้างๆ อย่างเงียบๆ สัมผัสเบาๆช่วยเดินเล่น ให้ขนม แปรงขน
พฤติกรรมที่ควรระวังคลานเข้าไปสัมผัส จับหางกอด ปีนป่าย รบกวนเวลาอาหารเดินเล่นลำพัง เข้าใกล้สุนัขแปลกหน้า
จุดเน้นการให้ความรู้พ่อแม่เป็นแบบอย่างเรียนรู้จากหนังสือภาพสัญญาณสัตว์สอนวิธีรับมือเหตุฉุกเฉิน

ปรับใช้ตามบุคลิกของเด็กและนิสัยของสัตว์เลี้ยง

กฎความปลอดภัยหลัก 7 ข้อที่ต้องปฏิบัติตาม

เคารพเวลาอาหาร: ห้ามเข้าใกล้สัตว์เลี้ยงขณะกำลังกินอาหารหรือเคี้ยวขนม
ไม่ปลุกสัตว์ที่กำลังนอน: การปลุกอย่างกะทันหันอาจทำให้ตกใจและกัดเพื่อป้องกันตัว
ไม่เข้าใกล้ใบหน้า: การจูบหรือถูจมูกมีความเสี่ยงต่อการถูกกัดและโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน
ไม่จับหางหรือหู: การดึงขน หู หรือหางอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดและนำไปสู่การป้องกันตัว
ห้ามบุกรุกที่ซ่อน: กรง บ้าน หรือที่ซ่อนเป็นพื้นที่ปลอดภัยของสัตว์ ห้ามดึงออกมาโดยบังคับ
ไม่ไล่ตาม: การไล่ตามสัตว์ที่กำลังหนีกระตุ้นสัญชาตญาณการล่า
ควบคุมเสียงดังและการวิ่ง: โดยเฉพาะแมวจะไวต่อเสียงและการเคลื่อนไหวที่กะทันหัน
ภาพประกอบแสดงกฎความปลอดภัย 7 ข้อที่เด็กต้องปฏิบัติตามกับสัตว์เลี้ยง

หากเห็นสัญญาณเหล่านี้ให้แยกทันที

หากสัตว์เลี้ยงแสดงสัญญาณต่อไปนี้ ให้แยกออกจากเด็กทันทีและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้สัตว์ กรณีสุนัขคือสัญญาณเช่นการยกปากขึ้นจนเห็นฟัน คำราม การมองข้างจนเห็นตาขาว (ตาปลาวาฬ) หรือร่างกายแข็งทื่อและหางแข็ง กรณีแมวคือการพับหูไปด้านหลัง หางสั่นเร็ว ม่านตาขยาย หรือค่อมหลังเหมือนคันธนู หากเพิกเฉยต่อสัญญาณเหล่านี้และยังคงเข้าใกล้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุถูกกัดหรือข่วน

การดูแลสุขอนามัย: ป้องกันโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน

เด็กมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอกว่าผู้ใหญ่ จึงเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อจากสัตว์มากกว่า
ล้างมือ: ล้างมือด้วยสบู่อย่างน้อย 30 วินาทีหลังสัมผัสสัตว์เลี้ยง ก่อนรับประทานอาหาร และหลังใช้ห้องน้ำ
ห้ามสัมผัสอุจจาระปัสสาวะ: ผู้ใหญ่ต้องเป็นผู้จัดการอุจจาระปัสสาวะเท่านั้น
ป้องกันปรสิต: พยาธิไส้เดือนและพยาธิปากขออาจทำให้เกิดการย้ายถิ่นของตาและอวัยวะภายในในเด็ก ต้องใช้ยาถ่ายพยาธิเป็นประจำ
จัดการวัคซีน: ฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าและโรคติดต่อของสัตว์เลี้ยงตามกำหนด
ทำความสะอาดแผลทันที: ล้างแผลเล็กๆ ด้วยน้ำไหลและฆ่าเชื้อ แล้วไปพบแพทย์
ภาพเด็กล้างมือหลังสัมผัสสัตว์เลี้ยง

หากเกิดอุบัติเหตุถูกกัดหรือข่วน

หากเกิดอุบัติเหตุ อย่าตกใจและจัดการเป็นขั้นตอน ล้างแผลด้วยน้ำไหลและสบู่อย่างน้อย 5 นาที หากมีเลือดออก ให้กดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาดเพื่อห้ามเลือด หากแผลลึกหรืออยู่ในบริเวณใบหน้าหรือข้อต่อ อาจต้องเย็บแผล จึงควรไปโรงพยาบาลทันที หากถูกสัตว์ที่ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้ากัด ต้องไปพบแพทย์ฉุกเฉินภายใน 24 ชั่วโมง ตรวจสอบสัญญาณความเครียดของสัตว์อีกครั้ง หากเกิดอุบัติเหตุซ้ำ ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสัตว์

สำหรับครอบครัวที่กำลังต้อนรับสมาชิกใหม่

ควรแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้สัตว์เลี้ยงทราบล่วงหน้าก่อนคลอด กำหนดพื้นที่ที่สัตว์เลี้ยงสามารถเข้าออกได้ในพื้นที่ห้องเด็ก และให้ฟังเสียงร้องของทารกเพื่อปรับตัว ให้ดมกลิ่นเสื้อผ้าและโลชั่นของทารกก่อนคลอด หลังคลอด ให้สมาชิกครอบครัวอื่นทักทายสัตว์เลี้ยงก่อนที่ผู้ปกครองจะอุ้มทารกเข้ามา ในช่วงปรับตัวของสมาชิกใหม่ ให้คงกิจวัตรการให้อาหารและการเดินเล่นของสัตว์เลี้ยงให้มากที่สุดเพื่อลดความเครียด

สัตวแพทย์ผู้ตรวจสอบคอนเทนต์นี้

Dr. Tony — Punnawat Phongkittirak

Dr. Tony — Punnawat Phongkittirak

สัตวแพทย์

สัตวแพทย์ผู้สำเร็จการศึกษาด้านสัตวแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประเทศไทย และผ่านหลักสูตร IVSA ที่ North Carolina State University สหรัฐอเมริกา ด้วยประสบการณ์ทางคลินิกในโรงพยาบาลสัตว์ ปัจจุบันทำงานในสายงานเฮลท์แคร์สัตว์เลี้ยง และมุ่งมั่นสร้างระบบการดูแลดิจิทัลที่เชื่อมผู้เลี้ยงกับสัตวแพทย์

คำถามที่พบบ่อย

หากเด็กถูกสุนัขกัด ต้องไปโรงพยาบาลเสมอหรือไม่?
ใช่ แนะนำให้ไปพบแพทย์แม้แผลเล็กน้อย แบคทีเรียในปากสุนัขอาจทำให้เกิดการติดเชื้อลึก โดยเฉพาะการกัดบริเวณใบหน้า มือ หรือข้อต่ออาจทิ้งรอยแผลเป็นและความผิดปกติของการทำงาน ล้างแผลด้วยน้ำไหลและสบู่ให้เพียงพอ หากไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ต้องไปโรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉินทันที
กำลังตั้งครรภ์ สามารถเลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้หรือไม่?
ได้ แต่กรณีแมว ควรให้สมาชิกครอบครัวอื่นจัดการทำความสะอาดห้องน้ำเพื่อป้องกันโรคทอกโซพลาสมา และสวมถุงมือเมื่อทำงานในสวน ปรึกษาแพทย์สูติกรรมและสัตวแพทย์เพื่อตรวจสอบกฎสุขอนามัยเพื่อความปลอดภัย
เด็กปฏิบัติกับสัตว์เลี้ยงอย่างรุนแรงบ่อยครั้ง ควรทำอย่างไร?
แทนการดุ ให้แสดงแบบอย่าง 'มือที่นุ่มนวล' ให้พ่อแม่สัมผัสสัตว์เลี้ยงโดยตรง และวางมือเด็กบนมือพ่อแม่เพื่อสัมผัสร่วมกันเป็นการฝึกที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้การดูแลของผู้ใหญ่ สอนสัญญาณ 'touch (สัมผัส)' หรือเล่นด้วยของเล่นแท่งขนนก และโยนขนมไปด้านหลังสัตว์เพื่อให้สัตว์เข้ามาเอง
กังวลเรื่องภูมิแพ้ในเด็ก การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงดีหรือไม่?
ปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อสัตว์เลี้ยงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละเด็ก จากหลักฐานทางสัตวแพทย์ที่มีอยู่ ยากที่จะสรุปว่าการเลี้ยงสัตว์เป็นประโยชน์ต่อภูมิแพ้ ดังนั้นหากมีประวัติภูมิแพ้หรือหอบหืดในครอบครัว แนะนำให้ตรวจภูมิแพ้และกำหนดสภาพแวดล้อมการสัมผัสสัตว์เลี้ยงก่อนตัดสินใจ แม้จะเลี้ยงสัตว์ ก็ควรดูแลสุขอนามัยเครื่องนอนและทำความสะอาดบ่อยๆ เพื่อลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้วามสะอาดเครื่องนอนและทำความสะอาดบ่อยๆ เพื่อลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้
แมวข่วนเด็กบ่อยครั้ง จะป้องกันได้อย่างไร?
จัดเตรียมที่หลบซ่อนและหอคอยแมวให้เพียงพอ และกำหนดกฎไม่ให้เด็กบุกรุกพื้นที่นั้น การไม่กอดหรือสัมผัสโดยไม่มีอนุญาตสำคัญมาก การดูแลเล็บเป็นประจำและการให้ที่ข่วนก็ช่วยได้ หากเกิดขึ้นซ้ำ ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสัตว์เพื่อประเมินสาเหตุเช่นความเจ็บปวด

แชร์

คอนเทนต์ที่เกี่ยวข้อง

เอกสารอ้างอิง

[1] American Veterinary Medical Association, Dog Bite Prevention Guidelines, 2023

[2] Landsberg G, Hunthausen W, Ackerman L, Behavior Problems of the Dog and Cat, 4th Edition, 2024

[3] Veterinary Guide to Preventing Behavior Problems in Dogs and Cats, Chapter 12: Pets and Children

[4] CDC, Healthy Pets Healthy People: Children and Pets, 2023

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นจากเอกสารทางสัตวแพทย์ และไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาได้ หากมีปัญหาสุขภาพเฉพาะ กรุณาปรึกษาสัตวแพทย์

Metapet Co., Ltd. | Seoul, South Korea | © 2024 Metapet Co., Ltd. All rights reserved.