สรุปสาเหตุของกลิ่นปากในสุนัขตั้งแต่โรคในช่องปากไปจนถึงโรคของอวัยวะภายใน พร้อมแนะนำรายการตรวจสอบอาการและวิธีป้องกัน·ดูแลตามลำดับ

| ระดับ | ลักษณะกลิ่น | สาเหตุที่สงสัย | การรับมือ |
|---|---|---|---|
| เล็กน้อย | กลิ่นชั่วคราวหลังอาหาร | เศษอาหารตกค้าง ช่องปากแห้ง | ดูแลด้วยการแปรงฟัน·ขนมขัดฟัน |
| ปานกลาง | กลิ่นเหม็นต่อเนื่อง กลิ่นคาว | หินปูน·เหงือกอักเสบ | ตรวจช่องปากที่โรงพยาบาลสัตว์ |
| รุนแรง | กลิ่นเน่า·กลิ่นแอมโมเนีย | โรคปริทันต์·ปัญหาตับ/ไต | ไปโรงพยาบาลทันที |

หากมีกลิ่นเหล่านี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันที
หากปากมีกลิ่นแอมโมเนีย (ปัสสาวะ) อาจสงสัยโรคไต และหากมีกลิ่นหวานคล้ายผลไม้ อาจสงสัยภาวะคีโตแอซิโดซิสจากเบาหวาน หากเหงือกมีเลือดออกหรือฟันโยก แสดงว่าโรคปริทันต์ดำเนินไปมากแล้ว หากกลิ่นปากเกิดร่วมกับอาเจียน ท้องเสีย เบื่ออาหาร และซึม มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นโรคของอวัยวะภายใน จึงควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว

ผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์เล็ก·พันธุ์หน้าสั้นควรระวังมากขึ้น
สุนัขพันธุ์เล็ก (เช่น มอลทีส พุดเดิล ยอร์กเชียร์เทร์เรีย) มีกระดูกขากรรไกรเล็กและฟันเรียงชิดกัน จึงมีหินปูนสะสมง่ายและมีอัตราเกิดโรคปริทันต์สูง ตามตำรา โรคทางทันตกรรมพบได้บ่อยขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในสุนัขพันธุ์เล็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 5 กก. และสุนัขพันธุ์หน้าสั้น ดังนั้นจึงสำคัญที่จะต้องตรวจสภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอและเริ่มดูแลตั้งแต่อายุน้อย สุนัขพันธุ์หน้าสั้น (เช่น บูลด็อก ปั๊ก) ก็มีหินปูนเกาะง่ายจากการสบฟันผิดปกติหรือการเรียงตัวของฟันไม่สม่ำเสมอ จึงต้องระวังเช่นกัน


สัตวแพทย์ผู้สำเร็จการศึกษาด้านสัตวแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประเทศไทย และผ่านหลักสูตร IVSA ที่ North Carolina State University สหรัฐอเมริกา ด้วยประสบการณ์ทางคลินิกในโรงพยาบาลสัตว์ ปัจจุบันทำงานในสายงานเฮลท์แคร์สัตว์เลี้ยง และมุ่งมั่นสร้างระบบการดูแลดิจิทัลที่เชื่อมผู้เลี้ยงกับสัตวแพทย์
แชร์
[1] Notes on Canine Internal Medicine, 4th Edition — Halitosis
[2] Englar, R.E. The Veterinary Workbook of Small Animal Clinical Cases — Case 21: Periodontal Disease and Halitosis
[3] Clinical Medicine of the Dog and Cat, 4th Edition — Periodontal Disease
[4] The Dog Care Handbook: Things I Wish My Vet Had Told Me — Dental Care