สรุปพืชมีพิษในบ้านและสวนที่เป็นอันตรายต่อสุนัขและแมว อาการพิษ และวิธีรับมือฉุกเฉิน


หากมีอาการเหล่านี้ ให้ไปโรงพยาบาลสัตว์ทันที
หากสัตว์เลี้ยงมีอาการอาเจียนซ้ำ ท้องเสียปนเลือด ชัก หายใจลำบาก หรือเหงือกซีดหลังจากกัดหรือกินพืช ต้องพาไปโรงพยาบาลสัตว์ทันที โดยเฉพาะแมวที่กินลิลลี แม้ในระยะแรกจะดูไม่มีอาการ แต่พิษต่อไตอาจดำเนินไปอย่างรวดเร็ว หากยืนยันได้ว่ากินลิลลี ควรไปโรงพยาบาลโดยไม่รอช้า ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่ก็ตาม


ผู้เลี้ยงแมวต้องระวังเป็นพิเศษ
แมวไวต่อสารพิษบางชนิดมากกว่าสุนัข จึงอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะพิษสูงกว่าแม้กินในปริมาณเท่ากัน ตัวอย่างสำคัญคือพืชวงศ์ลิลลีในสกุล Lilium และ Hemerocallis เช่น ลิลลีไทเกอร์ ลิลลีเอเชีย และลิลลีอีสเตอร์ ซึ่งทำให้แมวเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลันของไตที่อาจถึงชีวิต แม้ยังไม่ทราบกลไกการเกิดโรคที่แน่ชัด แต่ทุกส่วนของพืช เช่น ใบ กลีบดอก เกสรตัวผู้ และละอองเกสร ล้วนมีพิษ อันตรายถึงขั้นที่เพียงเลียละอองเกสรหรือดื่มน้ำในแจกันก็อาจเกิดภาวะพิษได้ ดังนั้นเมื่อได้รับช่อดอกไม้เป็นของขวัญ ต้องตรวจสอบว่ามีลิลลีอยู่หรือไม่ และอย่าให้แมวเข้าไปในบริเวณที่มีลิลลี เพราะละอองเกสรอาจฟุ้งและตกลงบนพื้นได้

สัตวแพทย์ผู้สำเร็จการศึกษาด้านสัตวแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประเทศไทย และผ่านหลักสูตร IVSA ที่ North Carolina State University สหรัฐอเมริกา ด้วยประสบการณ์ทางคลินิกในโรงพยาบาลสัตว์ ปัจจุบันทำงานในสายงานเฮลท์แคร์สัตว์เลี้ยง และมุ่งมั่นสร้างระบบการดูแลดิจิทัลที่เชื่อมผู้เลี้ยงกับสัตวแพทย์
แชร์
[1] Blackwell's Five-Minute Veterinary Consult Clinical Companion, Small Animal Toxicology, 3rd Edition
[2] Albretsen JC, Khan SA, Richardson JA. Cycad palm toxicosis in dogs: 60 cases (1987–1997). J Am Vet Med Assoc 1998;213(1):99–101.
[3] Clarke C, Burney D. Cycad palm toxicosis in 14 dogs from Texas. J Am Anim Hosp Assoc 2017;53:159–166.
[4] ASPCA Animal Poison Control Center. Toxic and Non-Toxic Plant List. American Society for the Prevention of Cruelty to Animals.