โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในแมว (FeLV) เป็นไวรัสติดต่อที่ลดภูมิคุ้มกันและอาจทำให้เกิดโรคร้ายแรง จึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีน อาการเริ่มต้นไม่ชัดเจนทำให้ตรวจพบยาก แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนอย่างสม่ำเสมอ



อาการที่ต้องไปพบแพทย์ทันที
หากแมวไม่เคลื่อนไหวทั้งวัน ไม่อยากอาหารเลย มีไข้สูงต่อเนื่อง หรืออาเจียนและท้องเสียซ้ำๆ ต้องไปพบแพทย์ทันที นี่อาจเป็นสัญญาณว่าโรค FeLV กำลังดำเนินไปและมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะหากอาการดำเนินไปเกิน 2 สัปดาห์ การวินิจฉัยและการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญต่อการเพิ่มอัตราการรอดชีวิต



ข้อควรระวังตามสายพันธุ์และการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสายพันธุ์ใดมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ FeLV มากกว่า ความเสี่ยงในการติดเชื้อขึ้นอยู่กับอายุและปัจจัยแวดล้อม โดยเฉพาะแมวอายุน้อยกว่า 6 เดือนอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากกว่า แมวที่ติดเชื้อสามารถเก็บไวรัสได้ตลอดชีวิต ดังนั้นต้องแยกจากแมวอื่นอย่างสมบูรณ์ และต้องห้ามการออกนอกบ้านหรือการอาศัยร่วมกันอย่างเคร่งครัด การฉีดวัคซีนควรเริ่มก่อนการติดเชื้อ และสำคัญที่ต้องวางแผนที่เหมาะสมตามการประเมินของสัตวแพทย์

สัตวแพทย์ผู้สำเร็จการศึกษาด้านสัตวแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประเทศไทย และผ่านหลักสูตร IVSA ที่ North Carolina State University สหรัฐอเมริกา ด้วยประสบการณ์ทางคลินิกในโรงพยาบาลสัตว์ ปัจจุบันทำงานในสายงานเฮลท์แคร์สัตว์เลี้ยง และมุ่งมั่นสร้างระบบการดูแลดิจิทัลที่เชื่อมผู้เลี้ยงกับสัตวแพทย์
| รายการ | เวลาฉีด | ประเภทวัคซีน | ลักษณะสำคัญ | คำแนะนำเพิ่มเติม |
|---|---|---|---|---|
| หลัง 8 สัปดาห์ | ฉีดครั้งแรก | วัคซีน FeLV | เริ่มกระตุ้นภูมิคุ้มกัน | ต้องฉีดครั้งที่ 2 ใน 2-3 สัปดาห์ |
| 12 สัปดาห์ | ฉีดครั้งที่ 2 | วัคซีน FeLV | เสริมภูมิคุ้มกัน | แนะนำให้ฉีดครั้งที่ 3 ใน 3-4 สัปดาห์ |
| 16 สัปดาห์ ขึ้นไป | ฉีดครั้งที่ 3 | วัคซีน FeLV | สร้างภูมิคุ้มกันสมบูรณ์ | ฉีดกระตุ้นใน 1 ปี |
| หลังโตเต็มวัย | ฉีดกระตุ้น | วัคซีน FeLV | รักษาภูมิคุ้มกันต่อเนื่อง | ทำซ้ำทุก 1 ปี |
เวลาฉีดขึ้นอยู่กับสถานะสุขภาพและสภาพแวดล้อมของแมว สัตวแพทย์จะเป็นผู้กำหนด แมวที่ออกนอกบ้านบ่อยแนะนำให้ฉีดตั้งแต่เนิ่นๆ และต้องวางแผนตามสถานการณ์เฉพาะ
แชร์