โรคติดเชื้อราในระบบทางเดินหายใจของแมว (Aspergillus) เป็นโรคติดเชื้อที่รักษายาก จำเป็นต้องวินิจฉัยและจัดการอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ





| รายการ | ประเด็นสำคัญ |
|---|---|
| อาการ | น้ำมูกเรื้อรัง·เลือดกำเดาไหล·จาม·บวมจมูก·น้ำตาไหล |
| สาเหตุ | เชื้อราในสิ่งแวดล้อม (Aspergillus) เข้าสู่โพรงจมูก |
| การวินิจฉัย | ตรวจสอบด้วยการส่องกล้อง·CT·ตรวจเนื้อเยื่อ·เพาะเชื้อรา |
| การรักษา | ยาต้านเชื้อราตามใบสั่งยาของสัตวแพทย์ให้ยาในระยะยาว·ฉีดเข้าสู่โพรงจมูกหรือทำการขจัดเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อ (debridement) ร่วมกัน |
| ข้อควรระวัง | ห้ามหยุดยาเอง·ห้ามใช้การรักษาแบบพื้นบ้านที่ไม่ต้องสั่งจ่าย ต้องตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ |
ตารางนี้ไม่ได้แนะนำผลิตภัณฑ์หรือโรงพยาบาลเฉพาะ แต่เป็นเกณฑ์สำหรับปรึกษาสัตวแพทย์ การตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาและการตรวจต้องทำร่วมกับสัตวแพทย์ผ่านการตรวจรักษาเท่านั้น
ข้อควรระวังและข้อห้าม
ผลิตภัณฑ์จัดการโรคติดเชื้อราในระบบทางเดินหายใจของแมวจำเป็นต้องมีใบสั่งยาจากสัตวแพทย์ การวินิจฉัยเองหรือการใช้ยาโดยไม่มีเหตุผลอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อตับหรือปฏิกิริยาระหว่างยา โดยเฉพาะในแมวที่มีปัญหาการทำงานของตับควรระวังการใช้ยาต้านเชื้อรา เมื่อใช้ยาต้านเชื้อรา โดยเฉพาะยาในกลุ่ม Azole เช่น Itraconazole อาจจำเป็นต้องตรวจเอนไซม์ตับภายใน 2-4 สัปดาห์หลังเริ่มรักษาและหลังจากนั้นเป็นระยะๆ ดังนั้นการปรึกษาอย่างใกล้ชิดกับสัตวแพทย์จึงสำคัญ


สัตวแพทย์ผู้สำเร็จการศึกษาด้านสัตวแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประเทศไทย และผ่านหลักสูตร IVSA ที่ North Carolina State University สหรัฐอเมริกา ด้วยประสบการณ์ทางคลินิกในโรงพยาบาลสัตว์ ปัจจุบันทำงานในสายงานเฮลท์แคร์สัตว์เลี้ยง และมุ่งมั่นสร้างระบบการดูแลดิจิทัลที่เชื่อมผู้เลี้ยงกับสัตวแพทย์
แชร์
[1] Barrs VR, Beatty J, Lingard A, et al. Feline sino-orbital aspergillosis: an emerging clinical syndrome. Aust Vet J. 2007;85(3):N23.
[2] Camps SMT, Dutilh BE, Arendrup MC, et al. Discovery of a hapE mutation that causes azole resistance in Aspergillus fumigatus through whole genome sequencing and sexual crossing. PLoS ONE. 2012;7(11):e50034.
[3] Trivedi SR, Sykes JE, Cannon MS, et al. Clinical features and epidemiology of cryptococcosis in cats and dogs in California: 93 cases (1988–2010). J Am Vet Med Assoc. 2011;239(3):357–369.